ข่าวการวิจัย/นวัตกรรม

ข่าวการวิจัย/นวัตกรรม


การตรวจวัดระดับต้านไวรัสยาอีฟาวิเรนซ์ในเลือด ลักษณะทางเภสัชพันธุศาสตร์ และความชุกของกลุ่มอาการซึมเศร้าในคนไทยที่ติดเชื้อเอชไอวี



��������� กลุ่มวิจัย “คลัสเตอร์วิจัยบูรณาการเพื่อพัฒนาศักยภาพในการวินิจฉัย การรักษา และการป้องกัน โรคเอดส์/โรคติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดเชื้อฉวยโอกาสในผู้ป่วยโรคเอดส์” เป็น 1 ใน 6 กลุ่มคลัสเตอร์วิจัย ของมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ที่เป็นศูนย์รวมนักวิจัยชั้นแนวหน้าของมหาวิทยาลัยที่สามารถพัฒนางานออกสู่สังคมได้ทันที ฉบับนี้ ทางศูนย์บริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอนำเสนอบทความ การตรวจวัดระดับต้านไวรัสยาอีฟาวิเรนซ์ในเลือด ลักษณะทางเภสัชพันธุศาสตร์ และความชุกของกลุ่มอาการซึมเศร้าในคนไทยที่ติดเชื้อเอชไอวี� ทีมวิจัยประกอบด้วย พญ.ลินดา เอื้อไพบูลย์, พญ.นันทิสา โชติรสนิรมิต, นพ.ณัฐพล โฆษชุณหนันท์, พญ.พัชราพรรณ� สุคนธเวศ, พญ.สุนิดา เทศเกตุ, นพ.ทวีวัฒน์ สุปินธรรม, และศ.นพ.ขวัญชัย ศุภรัตนภิญโญ

��������� การติดเชื้อเอชไอวียังคงจัดว่าเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอย่างหนึ่งของประเทศไทย จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่กันยายน พ.ศ.2527 จนถึงมีนาคม พ.ศ.2554 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วประเทศ จำนวนประมาณ 372,874 ราย ทุกวันนี้แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์จะลดลงอันเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ประเทศไทยมีโครงการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เมื่อที่องค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตยาต้านไวรัสสามชนิดรวมในเม็ดเดียวได้ และยามีราคาถูกลงทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากสามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสได้โดยอาศัยสิทธิการรักษาพยาบาลที่มีไม่ว่าจะเป็นบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ� มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่รอดชีวิตได้รับการรักษาและติดตามสุขภาวะอยู่ในสถานพยาบาลทั้งระดับในจังหวัดและอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศ คนเหล่านี้สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้ตามปกติ ประกอบสัมมาชีพและทำประโยชน์ให้แก่ชุมชนได้ไม่ต่างจากคนทั่วไปที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี

��������� อย่างไรก็ตามผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง กล่าวคือมีจำนวนเม็ดเลือดขาวซีดีสี่ต่ำและมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยต่างๆ นั้น มีความจำเป็นที่จะต้องกินยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิต สูตรยาต้านไวรัสมาตรฐานสูตรแรกที่ใช้ในประเทศไทยและเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกคือ สูตรที่ประกอบด้วยตัวยา 3 ชนิด เพื่อให้สามารถออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสเอชไอวีได้หลายตำแหน่งพร้อมๆกัน ซึ่งจะทำให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาสูง โดย 2 ชนิดมาจากยาในกลุ่ม nucleoside reverse transcriptase inhibitor และอีก 1 ชนิดมาจากยาในกลุ่ม non- nucleoside reverse transcriptase inhibitor

��������� ยาตัวหนึ่งที่ใช้กันมากคือ อีฟาวิเรนซ์ ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม non- nucleoside reverse transcriptase inhibitor ขนาดที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ทั่วโลกคือ 600 มิลลิกรัมต่อวัน กินวันละ 1 ครั้ง โดยจะไม่มีการปรับขนาดยาตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย จึงยังเป็นที่สงสัยอยู่บ้างสำหรับทั้งแพทย์พยาบาลผู้ดูแลและผู้ป่วยเองว่าการใช้ยาอีฟาวิเรนซ์ในขนาดมาตรฐาน อาจทำให้ระดับยาในเลือดสูงได้สำหรับคนเอเชียที่ตัวเล็กกว่าฝรั่ง หากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาต้านไวรัสชนิดนี้มากขึ้นได้ อาการข้างเคียงจากการใช้อิฟาวิเรนซ์ที่พบบ่อยและมีความสำคัญคืออาการทางจิตประสาท เช่นปวดมึนศีรษะ ฝันร้าย นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิหรืออาการซึมเศร้าซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดความคิดอยากฆ่าตัวตายได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนเองที่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาหลังจากกินเข้าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดูดซึมยา การกระจายยาไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของยาที่ตับ และการขจัดยาออกจากร่างกาย ความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันทำให้ทราบแล้วว่ามียีนตำแหน่งหนึ่งที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ที่ตับ (cytochrome P450 2B6) ซึ่งมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงของยาในร่างกาย การมีลักษณะทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันส่งผลให้เกิดความแตกต่างในการแสดงออกของยีนในแต่ละบุคคล

��������� ทางทีมวิจัย ณ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการศึกษาทางคลินิกเพื่อจะดูว่าระดับยาในเลือดของคนไทยที่มีเชื้อเอชไอวีและได้รับการรักษาด้วยยาอิฟาวิเรนซ์นั้น อยู่ในระดับเกณฑ์ที่ต้องการเพื่อให้ได้ผลในการรักษา คืออยู่ระหว่าง 1,000-4,000 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตรหรือไม่ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยาอีฟาวิเรนซ์มาแล้วไม่น้อยกว่า 48 สัปดาห์ มาทำการเจาะเลือดครั้งเดียวเพื่อตรวจดูระดับยาในเลือดระหว่างมื้อยาและตรวจหาลักษณะทางพันธุกรรม รวมทั้งประเมินอาการต่างๆที่สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าโดยอาศัยวิธีการสัมภาษณ์ผู้ป่วยตามแบบทดสอบ Hamilton Rating Scale for Depression ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและผ่านการรับรองโดยจิตแพทย์แล้ว

��������� ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการวิจัยนี้จำนวน 100 ราย มีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง35-47 ปี และมีน้ำหนักตัวอยู่ในช่วง 49-66 กิโลกรัม ได้รับยาต้านไวรัสสูตรที่มีตัวยาอีฟาวิเรนซ์ร่วมด้วยมาเป็นเวลา 2.3-5.4 ปี พบว่า มี ร้อยละ 79 ของอาสาสมัครมีระดับยาในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการ ร้อยละ 21 ของอาสาสมัครมีระดับยาในเลือดสูง แต่ไม่พบอาสาสมัครรายใดมีระดับยาในเลือดต่ำ ค่ากลางของระดับยาอีฟาวิเรนซ์ในเลือดเป็น 2,616 นก./มล. (พิสัย 1,851-3,742)

��������� จากผลการศึกษานี้ทำให้สรุปได้ว่า ในคนไทยที่ติดเชื้อเอชไอวีซึ่งกินยาต้านไวรัสอีฟาวิเรนซ์ในขนาดมาตรฐานนั้นมีระดับยาในเลือดเพียงพอที่จะได้ผลในการรักษา ปัจจัยที่มีผลต่อระดับยาอีฟาวิเรนซ์ในเลือดคืออายุและความแปรปรวนทางพันธุกรรมของยีน CYP2B6 (516G>T polymorphism) ในขณะที่ความชุกของภาวะซึมเศร้าในคนไทยกลุ่มนี้ต่ำและไม่สัมพันธ์กับระดับยาในอีฟาวิเรนซ์ในเลือด ข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ให้การดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในการเพิ่มความมั่นใจต่อประสิทธิภาพในการรักษาและความปลอดภัยในการใช้ยานี้มากขึ้น

��������� ติดตามรายละเอียดของ 6 กลุ่มคลัสเตอร์วิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ที่ http://www.prcmu.cmu.ac.th/perin_detail.php?perin_id=343



มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มุ่งที่จะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติที่มีคุณภาพ โดยผลิตผลงานวิจัย สร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ มหาวิทยาลัยได้รับคัดเลือกและถูกประกาศให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ซึ่งจะได้รับงบประมาณเพิ่มเติม เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ในจำนวน� 160� ล้านบาทในสองปีแรก และ 80 ล้านบาทในปีที่ 3 ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้จะเป็นส่วนเพิ่มเติมกับงบประมาณที่มหาวิทยาลัยได้รับอยู่เดิมแล้วกล่าวคือ งบประมาณวิจัยประจำปีจากงบประมาณแผ่นดินจำนวน� 34.5 ล้านบาท งบประมาณเงินรายได้จำนวน 37.0 ล้านบาท� งบประมาณในส่วนของการบริการวิชาการ 40.5 ล้านบาท และงบประมาณที่ได้รับจากแหล่งทุนภายนอกจำนวน 1,080.8 ล้านบาท (ข้อมูลในรอบปีงบประมาณที่ผ่านมา)

ทั้งนี้การพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติโดยสมบูรณ์นั้นจะอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์การบริหารงานวิจัยและบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย� งบประมาณที่ได้รับเพิ่มนี้จะถูกใช้ไปในการสนับสนุนกลุ่มวิจัยที่ถูกคัดสรร ว่าเป็นศูนย์รวมนักวิจัยชั้นแนวหน้าของมหาวิทยาลัยที่สามารถพัฒนางานออกสู่สังคมได้ทันที จำนวน 6 กลุ่ม ดังนี้

1. คลัสเตอร์วิจัยทางด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน� โดยมี ศ.ดร.ทนงเกียรติ เกียรติศิริโรจน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ
2. คลัสเตอร์วิจัยทางวัสดุศาสตร์และเทคโนโลยีวัสดุ โดยมี ผศ.ดร.วินิตา บุญโยดม คณะวิทยาศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ
3. คลัสเตอร์วิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของการผลิตและแปรรูปพืชและสัตว์เศรษฐกิจเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมี ศ.ดร.สัญชัย� จตุรสิทธา คณะเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ
4. คลัสเตอร์วิจัยเพื่อการวินิจฉัยและควบคุมกลุ่มอาการดาวน์� โดยมี ศ.นพ. ธีระ ทองสง คณะแพทยศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ����������
5. คลัสเตอร์วิจัยพัฒนาระบบการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย การรักษา และการตรวจติดตามผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช โดยมี� ศ.นพ.จตุพล ศรีสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ
6. คลัสเตอร์วิจัยบูรณาการเพื่อพัฒนาศักยภาพในการวินิจฉัย การรักษา และการป้องกัน โรคเอดส์/โรคติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดเชื้อฉวยโอกาสในผู้ป่วยโรคเอดส์ โดยมี รศ.นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ เป็นหัวหน้าโครงการ



High Doses of Antiviral Medication not linked to causing Depression in the HIV-Infected Thai Population


The Research team for the “Integrated Research Cluster for potential development in diagnosis, treatment and prevention of AIDS/HIV infection and opportunistic infections in AIDS patients” is the one of six research clusters of Chiang Mai University, the hub of the front line researchers who are able to develop their work for communities. This research team comprises of Linda Aurpibul, M.D. ; Nuntisa� Chotirosniramit, M.D. ; Patcharaphan� Sungandhavesa, M.D. ; Nattapol� Kosachunhanun M.D. ; Sunida� Thetket, M.D. ; Taweewat� Supindham, M.D. and Khuanchai� Supparatapinyo, M.D.

HIV infection is one of the public health problems in Thailand.� From the data of the Office of Epidemiology, Ministry of Public Health, since September 1984 – March 2012, there were 372,874 HIV patients in Thailand.

Nowadays, the number of death from AIDS has dramatically reduced. Since 2002, the Thai Ministry of Public Health launched the National Access to Antiretroviral Program for People Living with HIV/AIDS (NAPHA) with the aim of providing treatment to all Thai patients with HIV infection. The Government Pharmaceutical Organization has produced three antiretroviral agents contained in one tablet with a low affordable price.� So the patients who are in need can have access to treatment regardless type of health care coverage they have i.e. Health Insurance Card, Social Insurance, or government officer benefits.� HIV-infected individuals can survive with appropriate treatment and continuing health supervision as well as medical care in community hospitals countrywide. They can lead normal life in society. They can earn and donate themselves to the community as non-infected people.

Within years after HIV infection, people would suffer from having an immune deficiency, which means that the number of specific white blood cells (known as CD4 cells) that fight against infection in their body become low, they are at risk to various types of dreadful illness. Antiretroviral drugs which suppress replication of HIV virus in their body is needed; once the treatment was initiated, they would have to take daily medicine for the rest of their life. The standard first line treatment regimen used in Thailand is the same approach as advised by the World Health Organization (WHO).� The formula comprises of 3 kinds of medicine which inhibit the replication of HIV Virus in many positions at the same time.� Two components are from the category of nucleoside reverse transcriptase inhibitor and another is from the category of non-nucleoside reverse transcriptase inhibitor.

One popular drug used is called efavirenz, which belongs to the category of a non-nucleoside reverse transcriptase inhibitor. The recommended dose used in adults is 600 milligrams once per day. The dosage has never been adjusted according to the patients’ weight; there has been questioned by some patients themselves as well as care providers whether the dosage will be too high for Asian people who have smaller bodies than western people.� Higher exposure to drug might associate with an increasing chance of adverse effects. The commonly known side effects of efavirenz includes symptoms of mental illnesses and mood disorders i.e. headaches, nightmares, insomnia, distraction or feeling sad/unhappy; the latter could be severe enough to cause feeling suicidal.�

To date we have learned that after orally taken, efavirenz will be absorbed and metabolized at liver. There is a position of a gene that is effective to the working of the liver enzyme (cytochrome 450 2B6) which has the role of changing the drug in the body.� The appearance of this genetic difference affects the difference in blood level as well as action of the medicine in each person.

The research team at the Research Institute for Health Sciences, Chiang Mai University has conducted a clinical study to assess whether the level of drug in Thai people who have HIV and have been treated by efavirenz medicine was appropriate (in the desirable range of 1,000 – 4,000 nanogram/milliliter) or not.� HIV-infected persons who have been taking efavirenz for more than 48 weeks were approached and enrolled into the study at Chiang Mai University Hospital.

Blood specimen was obtained and sent to pharmacokinetic lab for analysis. The appearance of the gene from individuals was determined using PCR and gene sequencing technics. Assessment of various symptoms related to mood disorders was performed by interviewing the patients using the Test Form of Hamilton Rating Scale for Depression, which has been translated into Thai, and validated by bilingual psychiatrist.

There were 100 volunteers who participated in this research. Their ages ranging from 35-47 years, and their weights were around 49-66 kilograms. This group of patients have consumed efavirenz-including antiretroviral regimen for 2.3 – 5.4 years, found that 79% of the volunteers had a higher level of drug in their blood compared with the required criteria. Also, this study did not find any volunteers with a level below the required criteria of drug in their blood.� The medium value of the level of efavirenz medicine in the blood was 2,616 nanogram/milliliter (range 1,851 – 3,742).

From the study results, they support that using efavirenz as a part of the first line antiretroviral treatment regimen in HIV-infected Thai people is safe and effective. Meanwhile, factors that affect blood level of efavirenz are age and genetic variance of gene CYP2B6 (516G>T polymorphism while the prevalence of depression associated with the use of efavirenz among Thai people is low and not related with efavirenz level in blood. This data will be beneficial for HIV physicians and health care workers who look after HIV-infected population throughout the country.



[post:12 กันยายน 2555 14:35:02] (view: 99)

รูปภาพประกอบข่าว

คลิกเพื่อดูรูปใหญ่
ความแปรปรวนของลักษณะทางพันธุกรรมของยีน CYP2B6 (516G>T polymorphism) พบได้ร้อยละ 32.5 โดยลักษณะของยีนแบบ G/G, G/T และ T/T พบได้ในอาสาสมัครร้อยละ 49, 37 และ 14 ตามลำดับ (รูปที่ 1)
คลิกเพื่อดูรูปใหญ่
กลุ่มผู้ป่วยที่มีลักษณะของยีนแบบ T/T มีระดับยาอิฟาวิเรนซ์ในเลือดสูงกว่ากลุ่ม G/T และ G/G ตามลำดับ ซึ่งบ่งบอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงของยาโดยอาศัยเอนไซม์ที่ตับนี้ได้ช้ากว่า (รูปที่ 2)
คลิกเพื่อดูรูปใหญ่
มีอาสาสมัครร้อยละ 19 ที่มีอาการซึมเศร้าในระดับไม่รุนแรง โดยที่ 5 ใน 19 รายมีระดับยาอีฟาวิเรนซ์ในเลือดสูง มีอาสาสมัครเพียงรายเดียวที่พบว่าระดับยาอีฟาวิเรนซ์ในเลือดในผู้ป่วยรายนี้ปกติแต่มีอาการเข้าได้กับภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง (รูปที่ 3)

Copyright © 2016 CMU Corporate Communication and Alumni Relations Center (CCARC), All rights reserved.