ข่าวการวิจัย/นวัตกรรม

ข่าวการวิจัย/นวัตกรรม


มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน... ไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง


          มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ “การรับผิดชอบต่อสังคม” ในแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ไปพร้อมๆ กับวิสัยทัศน์ การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำและสร้างการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศที่ยั่งยืน โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ตามพันธกิจ “บริการวิชาการที่เป็นเลิศ” (Service Excellence) ในส่วนที่เกี่ยวกับ CMU Social Engagement นั้น สำนักงานประสานงานวิชาการเพื่อสังคม ได้กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ไว้ว่า “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่ยอมรับของกลุ่มเป้าหมาย  และได้รับการนึกถึงเป็น “ที่แรก” ในการแก้ไขปัญหาสำคัญ และเสริมพลัง (Empowerment) ของชุมชน ท้องถิ่น และสังคม โดยใช้ศักยภาพของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และเครือข่าย” ทั้งนี้ ได้กำหนดกลยุทธ์ คือ การสนับสนุนโครงการบริการวิชาการที่มีผลกระทบสูง (High Impact Scholarly Service) ซึ่งมีตัวอย่างกรณีศึกษา ดังนี้

เชื่อมรอยต่าง สร้างรอยยิ้ม ...เครือข่ายเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์ในชุมชนห่างไกล
โดย ... ผศ.นพ. กฤษณ์ ขวัญเงิน คุณวัชราภรณ์ สิทธิคำทับ และทีมงาน

              ผลงานวิจัยจาก “โครงการเครือข่ายสร้างความร่วมมือในการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่” ที่เป็นการสร้างความร่วมมือของคณาจารย์ศูนย์แก้ไขความพิการบริเวณใบหน้าและศีรษะ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับผู้ป่วย ครอบครัว และบุคลากรแพทย์ในพื้นที่สาธารณสุขใกล้เคียง

              โครงการฯ นี้เริ่มขึ้น เนื่องจาก “ปากแหว่งเพดานโหว่” เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดของใบหน้าชนิดหนึ่ง โดยที่ทารกที่เกิดมาจะมีรอยแยกบนใบหน้าและช่องปาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทารกทั้งเรื่องรูปลักษณ์ การกิน การพูด รวมถึงการมีพยาธิสภาพอื่นๆ ที่ตามมาจากการพิการ เช่น โรคหู คอ จมูก และฟัน ทำให้การดูแลรักษาต้องต่อเนื่องและยาวนานถึง 20 ปี จึงจะมั่นใจว่าปัญหาทุกระบบได้รับการแก้ไขจนเป็นปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด ในเขตภาคเหนือตอนบนความรุนแรงของปัญหายังคงมีมาก เพราะยังไม่มีโรงพยาบาลใดสามารถดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อย่างครบวงจร ส่วนใหญ่จะใช้เครือข่ายความร่วมมือส่วนตัวจากโรงพยาบาลพันธมิตรที่มีศักยภาพ ให้มีการส่งต่อผู้ป่วยไปมาระหว่างโรงพยาบาลในกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโดยไม่มีการเชื่อมต่อทั้งกระบวนการรักษา ฐานข้อมูลการรักษา แนวทางการปฏิบัติหรือสิทธิการรักษา ทำให้การดำเนินการต่างๆ ประกอบกับสิทธิการรักษาตกเป็นภาระของผู้ป่วยและญาติ ซึ่งก่อให้เกิดความยุ่งยาก และต้องเสียค่าใช้จ่าย ทั้งในการรักษาและการเดินทางเป็นจำนวนมาก อีกทั้งบางรายต้องหยุดงาน ทำให้สูญเสียรายได้ส่งผลให้ผู้ปกครองบางรายเกิดความเครียด และไม่สามารถส่งบุตรหลานเข้ารับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเด็ก ทั้งด้านสุขภาพ ที่อาจะทำให้เกิดโรคอื่นๆ ที่อาจตามมาจากความพิการด้านสังคม และการเรียน เป็นต้น จนทำให้บางรายต้องหยุดการรักษาไป ทั้งที่ในความเป็นจริงสามารถแก้ไขได้อีก
   
             โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์แก้ไขความพิการบริเวณใบหน้าและศีรษะ” โดยเริ่มจากการลงพื้นที่สำรวจ ศึกษากระบวนการทำงาน ค้นหาปัจจัยการเกิดปัญหา ศักยภาพบุคลากร และแนวทางการรักษาในปัจจุบันของ 8 จังหวัดภาคเหนือ แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความแตกต่างของแนวทางการรักษาของแต่ละพื้นที่ แล้วมีการร่วมกันกำหนดทิศทางของแผน นโยบาย และแนวทางการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลเครือข่าย ประชุมร่วมกันระหว่างทีมของศูนย์ฯ และทีมรักษาของแต่ละโรงพยาบาล เพื่อให้ทีมสหสาขาวิชาชีพในพื้นที่ออกแบบทางการรักษาร่วมกับทีมของศูนย์ฯ ให้ได้มาตรฐานการรักษารวมทั้งจัดทำเอกสาร เพื่อเป็นแนวทางที่ใช้ในการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ยังออกแบบโปรแกรมในการจัดเก็บฐานข้อมูลร่วมกับทีมศูนย์วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างองค์ความรู้ทางสาธารณสุข เพื่อให้ได้ระบบโปรแกรมกลางที่ง่ายต่อการใช้งาน ตอบโจทย์บุคลากรทุกสาขาวิชาชีพ รวมถึงสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนในการรักษาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยลดรอยต่อของการรักษาแล้วยังช่วยดึงบุคลากรที่อยู่ในโรงพยาบาลขนาดเล็กให้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในทีมสหวิทยากร และยังช่วยดึงศักยภาพของบุคลากรทางสาธารณสุขได้ตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุดในระบบ คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต) เข้ามาทำงานร่วมกันในการรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่
   
           โปรแกรมนี้มีความโดดเด่น ในการที่สามารถเป็นตัวกลางในการส่งต่อผู้ป่วย ซึ่งมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่กับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมีการนำร่องที่โรงพยาบาลฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และโรงพยาบาลในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 7 แห่ง (ระยะแรกได้เลือกโรงพยาบาลฝาง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลทั่วไปในพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดภาวะปากแหว่งเพดานโหว่สูง แต่มีบุคลากรไม่ครบทุกสาขาทำให้จำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาบางอย่างที่โรงพยาบาลจังหวัดและโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่) และบริหารจัดการข้อมูลของผู้ป่วยให้มีความถูกต้อง โดยมีการใช้ภาษาที่เข้าใจตรงกันระหว่าง “ทีมสหสาขาวิชาชีพ” จากโรงพยาบาลเครือข่ายในระดับต่างๆ เช่น ทีมแพทย์ พยาบาล นักแก้ไขการพูด นักกิจกรรมบำบัด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นการทำงานที่ใช้หลักการ ให้ข้อมูลเดินทางแทนคนไข้ ทำให้คนไข้ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อยื่นเอกสาร เนื่องจากข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการรักษา และความคืบหน้าต่างๆ จะถูกบันทึกในระบบ เห็นได้จากจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในระบบ จำนวน 645 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2559 (509 ราย) คิดเป็นร้อยละ 27 และมีการไหลของข้อมูลเพิ่มขึ้นจาก 2,066 ครั้งในปี 2559 เป็น 4,926 ครั้งในปี 2560 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลเป็นปัจจุบัน (Real Time)

           ท้ายที่สุดแล้ว โปรแกรม one stop network กลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่สร้างรอยยิ้มให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดำเนินการดังกล่าว เป็นบทพิสูจน์ของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการรักษาเข้าสู่ศูนย์กลางการกระจายการรักษา ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพโรงพยาบาลเครือข่าย โดยศูนย์ฯ เป็นพี่เลี้ยงและตัวกลางสนับสนุนการทำงานได้เป็นอย่างดี 

(แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://cleft.med.cmu.ac.th)
.............................................................................................

สำนักงานประสานงานวิชาการรับใช้สังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   รายงาน





[post:23 กุมภาพันธ์ 2561 11:01:12] (view: 448)

Copyright © 2016 Public Relations Office Chiang Mai University, All rights reserved.